
บริษัท มาลีบางกอก จำกัด จัดงานเปิดตัวน้ำทับทิมผสมบูลเบอรี่ 100% และน้ำทับทิมผสมแครนเบอรี่ 100%
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 เปิดเกมรบน้ำผลไม้โค้งสุดท้าย
เกาะกระแสสุขภาพแจ้งเกิดน้ำทับทิม
บริษัท มาลีบางกอก จำกัด ฮึด รุกตลาดโค้งสุดท้าย เท 15 ล้าน เปิดตัวน้ำผลไม้ทับทิม 100% เกาะกระแสสุขภาพและความงามพร้อมให้ความสำคัญในการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง หลังจากปรับดิสทรบิวเตอร์ใหม่กระจายสินค้าได้ครอบคลุม พร้อมเตรียมงบปีหน้าไว้กว่า 100 ล้าน ทั้งปรับปรุงโรงงาน และทำกิจกรรมการตลาด คาดอีก 2 ปียอดขายแตะ 1,000 ล้านบาท
นายสุชัย ตันติยาสวัสดิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านการตลาด บริษัท มาลีบางกอก จำกัด ผู้ผลิตน้ำผลไม้พร้อมดื่มตรา
เปิดเผยว่าหลังจากในช่วงต้นปี 2550 ที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับโครงสร้างการกระจายสินค้าใหม่ โดยแต่งตั้งให้บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ซึ่งมีความแข็งแกร่งในด้านช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านซุปเปอร์มาร์เก็ต คอนวีเนียนสโตร์ และร้านค้าปลีกทั่วไป เป็นผู้จัดจำหน่ายและกระจายสินค้าภายในประเทศให้ทั้งหมด ทำให้สามารถกระจายสินค้าได้อย่างครอบคลุม จึงมีแผนจะสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง เนื่องจากที่ผ่านมาการกระจายสินค้าไม่ทั่วถึง ทำให้บริษัทไม่มีการสร้างแบรนด์มากนัก หลังจากที่บริษัทเข้าสู่ตลาดตั้งแต่ปีพ.ศ 2544
จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า จะให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น โดยจะคำนึงถึงคุณประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างแรก ตามมาด้วยการดูแลผิวพรรณ บริษัทจึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ น้ำทับทิม 100% น้ำทับทิมผสมบูลเบอรี่ 100% และน้ำทับทิมผสมแครนเบอรี่ 100% หลังจากที่ได้ทดลองวางตลาดไปเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา แต่จะเป็นน้ำทับทิม 100% ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค
สำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นการรีลอนซ์สินค้าใหม่ ด้วยการปรับแพ็กเกจจิ้งให้ดูพรีเมียมขึ้น พร้อมทั้งได้พัฒนาน้ำทับทิมสูตรใหม่อีก 2 สูตร คือ น้ำทับทิมผสมบูลเบอรี่ และน้ำทับทิมผสมแครนเบอรี่ 100% โดยมีให้เลือก 2 ขนาด คือ 1000 มล. ราคา 75 บาท และ 200 มล. ราคา 18 บาท
เหตุผลที่เลือกน้ำทับทิมในการสร้างแบรนด์ในครั้งนี้ เพราะว่าน้ำผลไม้ในตระกูลทับทิมสร้างยอดขายเป็นอันดับ 1 ของ
- น้ำผลไม้ 100% ขนาด 1000 มล. และ 200 มล. มี 13 รสชาติ
- น้ำผลไม้ 40% ขนาด 200 มล. มี 10 รสชาติ
- น้ำผลไม้ 50% ขนาด 1000 มล. มี 6 รสชาติ
- น้ำผลไม้กระป๋อง 40% ขนาด 240 มล. มี 10 รสชาติ
โดยปัจจุบันน้ำผลไม้ชบาจะแบ่งเป็น 4 ชนิด คือ
ทั้งนี้ บริษัทจะเน้นการทำตลาดไปที่น้ำผลไม้พร้อมดื่ม 100% เนื่องจากการแข่งขันยังไม่รุนแรงเท่ากับตลาดน้ำผลไม้ 25% แม้ว่าตลาดดังกล่าวจะเติบโตค่อนข้างสูงก็ตาม เนื่องจากมีผู้เล่นในตลาดค่อนข้างมาก ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ จึงทำให้ตลาดเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันตลาดน้ำผลไม้ 25% มีมูลค่าตลาดประมาณ 3,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 40% ขณะที่ตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มระดับพรีเมียม (น้ำผลไม้ 100%) และระดับมีเดียม ( 40% - 99%) มีอัตราการเติบโต 25% สำหรับกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ชบา จะเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงานอายุ 25 ปีขึ้นไป และกลุ่มแม่บ้านที่เอาใจใส่ในการดูแลสุขภาพ รวมถึงรักความสวยงาม เพราะจากการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยพบว่า จะให้ความสนใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ของตนเองทั้งภายในและภายนอกมากยิ่งขึ้น จึงทำให้เวลาที่เลือกซื้อสินค้าจะคำนึงถึงคุณประโยชน์ต่อร่างกาย และผิวพรรณ
ในช่วง 3 เดือนแรกบริษัทได้เตรียมงบประมาณในการทำตลาดไว้ที่ 15 ล้านบาท ของน้ำทับทิมทั้ง 3 รสชาติ ด้วยการออกภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ซึ่งอยู่ภายใต้แนวคิดที่ว่า
อานุภาพของความสวย หรือ Power of Beauty นอกจากภายยนตร์ทางโทรทัศน์แล้ว ก็จะมี สื่อสิ่งพิมพ์ บูธแนะนำผลิตภัณฑ์ตามร้านค้า และซุปเปอร์มาร์เก็ตกว่า 200 แห่ง พร้อมทั้งการจัดรายการส่งเสริมการขายในช่วงแนะนำ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง
ส่วนปีหน้าบริษัทได้จัดสรรงบประมาณไว้กว่า 100 ล้านบาท แบ่งเป็นงบลงทุนในการปรับปรุงโรงงาน เพื่อขยายกำลังการผลิตประมาณ 50-60 ล้านบาท และงบการตลาด 40 ล้านบาท ทั้งอะเบิฟ เดอะ ไลน์ และบีโลว์ เดอะ ไลน์ โดยจะทำการโฆษณาเป็นบางช่วง เมื่อมีการลอนซ์สินค้าใหม่ออกสู่ตลาด เนื่องจากบริษัทมองว่าการสร้างแบรนด์ไม่ได้อยู่ที่การโฆษณาเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง โดยในปีหน้าจะเน้นการกิจกรรมกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรงไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน หรือร้านอาหาร สนามกอล์ฟ สถานออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งคอนเซปต์ตรงกับน้ำผลไม้ชบา
ส่วนตลาดต่างประเทศ บริษัทก็ให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะในปีหน้าบริษัทจะปรับสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเป็น 30% จากปัจจุบัน 25% โดยจะทำการขยายตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง เน้นตลาดเอเซียเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นแถบอินโดไชน่า จีน หรือญี่ปุ่น แต่ทั้งนี้จะทำการตลาดควบคู่กันไป ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายในปีนี้ได้ประมาณ 600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 40% แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 75% และส่งออก 25% ส่วนในปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 800 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 70% และส่งออก 30% และได้ตั้งเป้าไว้ว่าในปีพ.ศ 2552 บริษัทจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และมีส่วนครองตลาด 10% ของตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มระดับพรีเมียม และมีเดียม ที่มีมูลค่าตลาด 2,700 ล้านบาท

